ปฎิทิน
April 2025
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
  
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
   




บทความ

เครือข่ายคริสตจักรบ้าน
Network Church (คริสตจักรแบบเครือข่าย) โดย ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ (Th.D) เืนื่องด้วยมีหลายท่านได้ขอให้ผมอธิบายมากขึึ้นเกี่ยวกับเรื่องของคริสตจักรแบบเครือข่าย ผมจึงใคร่ขออนุญาตอธิบายดังต่อไปนี้ คือ คริสตจักรแบบเครือขาย (Network Church) เป็นคริสตจักรท้องถิ่นในรูปแบบใหม่ ซึ่งมีได้หลายความหมายและหลายรูปแบบดังนี้ รูปแบบแรก คือแบบ House Church Network (เครือข่ายคริสตจักรบ้าน) หรือกลุ่มคริสตจักรตามบ้านที่มีการเชื่อมโยงกัน ช่วยเหลือกัน และรวมตัวนมัสการด้วยกันอย่างสม่ำเสมอ อาจรวมตัวกันทุกสัปดาห์หรือเดือนละครั้งหรือสองเดือนครั้ง ก็แล้วแต่ตกลงกัน โดยอาจไปเช่าหรือใช้สถานที่ที่ใดที่หนึ่ง และทั้งหมดเคลื่อนเสมือนเป็นคริสตจักรเดียวกัน รูปแบบนี้มักเป็นกรณีของการทำกลุ่มคริสตจักรตามบ้านที่ไม่มีอาคารสถานที่เป็นของตนเอง รูปแบบที่สอง คือแบบ Building-Shared Church (คริสตจักรแบบแบ่งปันสถานที่) เป็นกรณีของคริสตจักรแห่งหนึ่งมีสถานที่ของตน แต่มีใจกว้างเปิดให้คริสตจักรอื่นๆ หรือผู้รับใช้อื่นๆ ที่ไม่มีอาคารสถานที่ มาร่วมใช้นมัสการ โดยทำได้หลายรูปแบบ เช่น อาจแย่งใช้คนละห้อง แบ่งใช้คนละเวลา หรือแบ่งใช้คนละวัน (หรือยังอาจมีรอบรวมที่ทุกรอบมารวมตัวกันเป็นครั้งคราว) หรือยังทำได้แม้แต่จะทุกร่วมนมัสการด้วยกัน และผลัดกันเทศนา ส่วนในเรื่องเงินถวายก็สามารถใช้การแยกซองถวาย ส่วนหน้าที่รับผิดชอบและค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ช่วยเหลือกันตามน้ำใจ ตามกำลังและความเหมาะสม และทั้งหมดเคลื่อนเสมือนเป็นคริสตจักรเดียวกัน รูปแบบที่สาม คือแบบ Cooperative Church Network (คริสตจักรแบบหุ้นส่วนหรือคริสตจักรแบบสหกรณ์) เป็นกรณีของคริสตจักรหลายๆ แห่งที่ต่างก็มีอาคารสถานที่ของตนเอง แต่ได้ร่วมมือกันอย่างลึกซึ้ง เช่น รวมงบประมาณกัน แบ่งปันบุคคลากรกัน ร่วมนโยบายแผนงานและกิจกรรมด้วยกัน ฯลฯ บางที่ก็เป็นรูปแบบของ Satellite Church คือ ถ่ายทอดสดคำเทศนาไปยังคริสตจักรในเครือข่าย และทั้งหมดเคลื่อนเสมือนเป็นคริสตจักรเดียวกัน นอกจากสามแบบนี้แล้วก็เชื่อว่ายังสามารถมีรูปแบบอื่นๆ เกิดขึ้นได้อีก และนี่ก็ยังไม่รวมถึงกรณีที่คริสตจักรย่อยๆ เหล่านี้เกิดความผูกพันกันแล้วหลอมรวมเป็นคริสตจักรเดียวกัน (church merge) ซึงก็กำลังเกิดมากขึนเรือยๆ ในต่างประเทศเช่นกัน (ปกติในประเทศไทยเรามักพบแต่คริสตจักรแตก หรือ church split) เพราะเป็นที่ยอมรับกันในหมูนักพันธกิจวิทยาว่า การรวมคริสตจักรทำให้เกิดความเข้มแข็งมากขึ้น จุดแข็งของคริสตจักรแบบครือขาย ไม่วาจะเป็นแบบใดก็คือ 1. มุ่งสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่พี่น้องผู้รับใช้และคริสเตียน ซึ่งก็สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระยซูคริสต์ และไม่ใชการเพียงการรวมตัวอย่างผิวเผินหรือเฉพาะกิจเทานัน และยังเน้นถึงการไมแบงแยกความเป็นคริสตจักรท้องถิ่น แต่เน้นการร่วมเป็นพระกายรวมของพระคริสต์ 2. เกิดพลังและความอบอุ่นนในการนมัสการ การอธิษฐาน การสามัคคีธรรม และการรับใช้ รวมตัวกันมากก็เกิดพลังมาก 3. เกิดการร่วมมือและแบ่งปันของประทานและทรัพยากรที่จะทำำให้งานของพระเจ้ามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คริสตจักรทีแข็งแรงและที่อ่อนกำลังก็จะได้ชวยเหลือซึงกันและกัน และคริสตจักรที่อ่อนกำลังหลายแหงเมื่อร่วมมือกันก็จะเข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งข้อนี้ยังรวมถึงการช่วยทำใหเกิดความคุ้มค่าและลดภาระค่าใช้จ่ายเกียวกับเรืองสถานทีนมัสการและค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกด้วย และการที่ทำให้เกิดความคุ้มค่าและลดภาระค่าใช้จ่ายเช่นนี้ยังจะส่งผลต่อเนื่องอีกคือ ทำให้การตั้งคริสตจักรกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก ใครๆ ก็ตั้งคริสตจักรได้ จะตั้งที่ไหนและเมื่อไรก็ได้ สิ่งนี้ก็ย่อมจะทำให้เกิดการเพิ่มพูนคริสตจักรอย่างรวดเร็ว คนจำนวนมากก็จะได้รับความรอดอย่างรวดเร็วเช่นกัน 4. เกิดคริสตจักรที่สามารถรองรับผู้คนได้ตลอดเวลา และรองรับผู้คนทุกรูปแบบ ขอยกตัวอย่าง คริสตจักรแบบเครือข่ายบางแห่งในสหรัฐ มีขนาดใหญ่มาก มีห้องนมัสการหกห้อง ทุกห้องนมัสการไปพร้อมๆ กัน แต่ละห้องนมัสการต่างสไตล์กัน เพื่อให้เหมาะกับกลุ่มผู้ฟังที่แตกต่างกัน แต่ฟังเทศน์ถ่ายทอดจากห้องเดียวกัน (หรือจะแยกผู้เทศนาของแต่ละห้องก็ได้) นอกจากนี้ยังมีการนมัสการหลายๆ รอบ มีนมัสการในวันอื่นๆ ระหว่างสัปดาห์ด้วย เพื่อรองรับกลุ่มคนที่ไม่สามารถมานมัสการในวันอาทิตย์ได้ และในที่สุด คริสตจักรแบบเครือข่ายก็จะสามารถกลายเป็น "คริสตจักรของทุกคน ทุกที่ และทุกเวลา" ในโลกนี้กำัลังเกิด Network Church หรือคริสตจักรแบบเครือข่าย มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่คริสตจักรต่างๆ ต้องลงทุนซื้อที่ดินและสร้างอาคารคริสตจักร ซึ่งก็จะเป็นไปได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะที่ดินหรือค่าเช่าแพงขึ้น หลายคริสตจักรในโลกตะวันตกคริสตจักรต้องปิดตัวเพราะไม่สามารถจ่ายหนี้ที่กู้ธนาคารมาก่อสร้างคริสตจักรได้ หรือไม่สามารถจ่ายค่าดูแลรักษาอาคารได้ หรือไม่ก็ทุ่มเทเงินไปกับเรื่องอาคารสถานที่จนแทบไม่เหลือสำหรับเรื่องการประกาศข่าวประเสริฐ มิชชั่น และการสนับสนุนผู้รับใช้ ในขณะที่ หลายๆ คริสตจักรต่างก็ต้องแบกภาระมหาศาลในการซื้อหรือเช่าสถานที่ทั้งๆ ที่คริสตจักรก็อยู่ใกล้กัน และต่างก็ยังใช้ไม่คุ้มค่าอยู่แล้ว ศิษยาภิบาลบางท่านในต่างประเทศถึงกับกล่าวว่า "คริสตจักรในยุคสุดท้ายควรจะทุ่มเทเงินเพื่อสร้างอาคาร ซึ่งก็จะใช้ไม่คุ้มอยู่ดี หรือควรจะทุ่มเทเพื่อนำคนเข้าแผ่นดินสวรรค์" ในประเทศไทย ก็ได้เริ่มมีคริสตจักรบางแห่งที่มีภาระใจที่จะทำคริสตจักรแบบเครือข่ายแล้ว จนถึงขั้นที่ได้เปิดเป็นศูนย์คริสตจักรเครือข่าย (Network Church Center) ซึ่งเชื่อว่าในประเทศไทยจะมีคริสตจักรแบบเครือข่ายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน เชื่อว่า นี่เป็น "อีกช่องทางหนึ่ง" ที่จะทำให้แผ่นดินของพระเจ้าขยายออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ


สถิติ
เปิดเมื่อ30/04/2011
อัพเดท6/09/2013
ผู้เข้าชม497118
แสดงหน้า681072
เมนู