ปฎิทิน
|
Sun |
Mon |
Tue |
Wed |
Thu |
Fri |
Sat |
| | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | | | |
|
บทความ
|
เครือข่ายคริสตจักรบ้าน
Network Church (คริสตจักรแบบเครือข่าย)
โดย ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ (Th.D)
เืนื่องด้วยมีหลายท่านได้ขอให้ผมอธิบายมากขึึ้นเกี่ยวกับเรื่องของคริสตจักรแบบเครือข่าย
ผมจึงใคร่ขออนุญาตอธิบายดังต่อไปนี้ คือ คริสตจักรแบบเครือขาย
(Network Church) เป็นคริสตจักรท้องถิ่นในรูปแบบใหม่
ซึ่งมีได้หลายความหมายและหลายรูปแบบดังนี้
รูปแบบแรก คือแบบ House Church Network (เครือข่ายคริสตจักรบ้าน)
หรือกลุ่มคริสตจักรตามบ้านที่มีการเชื่อมโยงกัน ช่วยเหลือกัน
และรวมตัวนมัสการด้วยกันอย่างสม่ำเสมอ
อาจรวมตัวกันทุกสัปดาห์หรือเดือนละครั้งหรือสองเดือนครั้ง
ก็แล้วแต่ตกลงกัน โดยอาจไปเช่าหรือใช้สถานที่ที่ใดที่หนึ่ง
และทั้งหมดเคลื่อนเสมือนเป็นคริสตจักรเดียวกัน
รูปแบบนี้มักเป็นกรณีของการทำกลุ่มคริสตจักรตามบ้านที่ไม่มีอาคารสถานที่เป็นของตนเอง
รูปแบบที่สอง คือแบบ Building-Shared Church
(คริสตจักรแบบแบ่งปันสถานที่)
เป็นกรณีของคริสตจักรแห่งหนึ่งมีสถานที่ของตน
แต่มีใจกว้างเปิดให้คริสตจักรอื่นๆ หรือผู้รับใช้อื่นๆ
ที่ไม่มีอาคารสถานที่ มาร่วมใช้นมัสการ โดยทำได้หลายรูปแบบ เช่น
อาจแย่งใช้คนละห้อง แบ่งใช้คนละเวลา หรือแบ่งใช้คนละวัน
(หรือยังอาจมีรอบรวมที่ทุกรอบมารวมตัวกันเป็นครั้งคราว)
หรือยังทำได้แม้แต่จะทุกร่วมนมัสการด้วยกัน และผลัดกันเทศนา
ส่วนในเรื่องเงินถวายก็สามารถใช้การแยกซองถวาย
ส่วนหน้าที่รับผิดชอบและค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ช่วยเหลือกันตามน้ำใจ
ตามกำลังและความเหมาะสม และทั้งหมดเคลื่อนเสมือนเป็นคริสตจักรเดียวกัน
รูปแบบที่สาม คือแบบ Cooperative Church Network
(คริสตจักรแบบหุ้นส่วนหรือคริสตจักรแบบสหกรณ์)
เป็นกรณีของคริสตจักรหลายๆ แห่งที่ต่างก็มีอาคารสถานที่ของตนเอง
แต่ได้ร่วมมือกันอย่างลึกซึ้ง เช่น รวมงบประมาณกัน แบ่งปันบุคคลากรกัน
ร่วมนโยบายแผนงานและกิจกรรมด้วยกัน ฯลฯ บางที่ก็เป็นรูปแบบของ
Satellite Church คือ ถ่ายทอดสดคำเทศนาไปยังคริสตจักรในเครือข่าย
และทั้งหมดเคลื่อนเสมือนเป็นคริสตจักรเดียวกัน
นอกจากสามแบบนี้แล้วก็เชื่อว่ายังสามารถมีรูปแบบอื่นๆ เกิดขึ้นได้อีก
และนี่ก็ยังไม่รวมถึงกรณีที่คริสตจักรย่อยๆ
เหล่านี้เกิดความผูกพันกันแล้วหลอมรวมเป็นคริสตจักรเดียวกัน (church
merge) ซึงก็กำลังเกิดมากขึนเรือยๆ ในต่างประเทศเช่นกัน
(ปกติในประเทศไทยเรามักพบแต่คริสตจักรแตก หรือ church split)
เพราะเป็นที่ยอมรับกันในหมูนักพันธกิจวิทยาว่า
การรวมคริสตจักรทำให้เกิดความเข้มแข็งมากขึ้น
จุดแข็งของคริสตจักรแบบครือขาย ไม่วาจะเป็นแบบใดก็คือ
1. มุ่งสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่พี่น้องผู้รับใช้และคริสเตียน
ซึ่งก็สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระยซูคริสต์
และไม่ใชการเพียงการรวมตัวอย่างผิวเผินหรือเฉพาะกิจเทานัน
และยังเน้นถึงการไมแบงแยกความเป็นคริสตจักรท้องถิ่น
แต่เน้นการร่วมเป็นพระกายรวมของพระคริสต์
2. เกิดพลังและความอบอุ่นนในการนมัสการ การอธิษฐาน การสามัคคีธรรม
และการรับใช้ รวมตัวกันมากก็เกิดพลังมาก
3. เกิดการร่วมมือและแบ่งปันของประทานและทรัพยากรที่จะทำำให้งานของพระเจ้ามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
คริสตจักรทีแข็งแรงและที่อ่อนกำลังก็จะได้ชวยเหลือซึงกันและกัน
และคริสตจักรที่อ่อนกำลังหลายแหงเมื่อร่วมมือกันก็จะเข้มแข็งยิ่งขึ้น
ซึ่งข้อนี้ยังรวมถึงการช่วยทำใหเกิดความคุ้มค่าและลดภาระค่าใช้จ่ายเกียวกับเรืองสถานทีนมัสการและค่าใช้จ่ายอื่นๆ
อีกด้วย
และการที่ทำให้เกิดความคุ้มค่าและลดภาระค่าใช้จ่ายเช่นนี้ยังจะส่งผลต่อเนื่องอีกคือ
ทำให้การตั้งคริสตจักรกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก ใครๆ
ก็ตั้งคริสตจักรได้ จะตั้งที่ไหนและเมื่อไรก็ได้
สิ่งนี้ก็ย่อมจะทำให้เกิดการเพิ่มพูนคริสตจักรอย่างรวดเร็ว
คนจำนวนมากก็จะได้รับความรอดอย่างรวดเร็วเช่นกัน
4. เกิดคริสตจักรที่สามารถรองรับผู้คนได้ตลอดเวลา
และรองรับผู้คนทุกรูปแบบ ขอยกตัวอย่าง
คริสตจักรแบบเครือข่ายบางแห่งในสหรัฐ มีขนาดใหญ่มาก
มีห้องนมัสการหกห้อง ทุกห้องนมัสการไปพร้อมๆ กัน
แต่ละห้องนมัสการต่างสไตล์กัน เพื่อให้เหมาะกับกลุ่มผู้ฟังที่แตกต่างกัน
แต่ฟังเทศน์ถ่ายทอดจากห้องเดียวกัน
(หรือจะแยกผู้เทศนาของแต่ละห้องก็ได้) นอกจากนี้ยังมีการนมัสการหลายๆ
รอบ มีนมัสการในวันอื่นๆ ระหว่างสัปดาห์ด้วย
เพื่อรองรับกลุ่มคนที่ไม่สามารถมานมัสการในวันอาทิตย์ได้ และในที่สุด
คริสตจักรแบบเครือข่ายก็จะสามารถกลายเป็น "คริสตจักรของทุกคน ทุกที่
และทุกเวลา"
ในโลกนี้กำัลังเกิด Network Church หรือคริสตจักรแบบเครือข่าย
มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่คริสตจักรต่างๆ
ต้องลงทุนซื้อที่ดินและสร้างอาคารคริสตจักร
ซึ่งก็จะเป็นไปได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะที่ดินหรือค่าเช่าแพงขึ้น
หลายคริสตจักรในโลกตะวันตกคริสตจักรต้องปิดตัวเพราะไม่สามารถจ่ายหนี้ที่กู้ธนาคารมาก่อสร้างคริสตจักรได้
หรือไม่สามารถจ่ายค่าดูแลรักษาอาคารได้
หรือไม่ก็ทุ่มเทเงินไปกับเรื่องอาคารสถานที่จนแทบไม่เหลือสำหรับเรื่องการประกาศข่าวประเสริฐ
มิชชั่น และการสนับสนุนผู้รับใช้ ในขณะที่ หลายๆ
คริสตจักรต่างก็ต้องแบกภาระมหาศาลในการซื้อหรือเช่าสถานที่ทั้งๆ
ที่คริสตจักรก็อยู่ใกล้กัน และต่างก็ยังใช้ไม่คุ้มค่าอยู่แล้ว
ศิษยาภิบาลบางท่านในต่างประเทศถึงกับกล่าวว่า
"คริสตจักรในยุคสุดท้ายควรจะทุ่มเทเงินเพื่อสร้างอาคาร
ซึ่งก็จะใช้ไม่คุ้มอยู่ดี หรือควรจะทุ่มเทเพื่อนำคนเข้าแผ่นดินสวรรค์"
ในประเทศไทย ก็ได้เริ่มมีคริสตจักรบางแห่งที่มีภาระใจที่จะทำคริสตจักรแบบเครือข่ายแล้ว
จนถึงขั้นที่ได้เปิดเป็นศูนย์คริสตจักรเครือข่าย (Network Church
Center) ซึ่งเชื่อว่าในประเทศไทยจะมีคริสตจักรแบบเครือข่ายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างแน่นอน
เชื่อว่า นี่เป็น "อีกช่องทางหนึ่ง"
ที่จะทำให้แผ่นดินของพระเจ้าขยายออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ
|
|
|
|
สถิติ
เปิดเมื่อ | 30/04/2011 |
อัพเดท | 6/09/2013 |
ผู้เข้าชม | 497118 |
แสดงหน้า | 681072 |
|